<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115805</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2021 16:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2021 16:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมวิทย์ เผยยังไม่พบโควิดสายพันธุ์สยอง &#039;มิว และ C.1.2 &#039;ในไทย แต่เฝ้าระวังเข้ม ตั้งเป้าสุ่มตรวจ 1หมื่นตัวอย่าง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ก.ย.64 - ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แถลงข่าวการเฝ้าระวังการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโควิด19 ในประเทศไทย ว่า ตั้งแต่เกิดการระบาดโควิด19 ในปี 2563 มีการตรวจโควิด19 ไปทั้งหมดกว่า &amp;nbsp;63 ล้านตัวอย่าง ซึ่งตรวจพบติดเชื้อโควิดด้วยวิธี RT-PCR จำนวน 13 ล้านตัวอย่าง และยังมีบางส่วนที่ยังไม่ได้รายงานการตรวจเข้าระบบอีกจึงเป็นไปได้ว่าขณะนี้มีการตรวจตัวอย่างไปแล้ว 15 ล้านตัวอย่าง โดยในภาพรวมที่ผ่านพบสายพันธุ์อู่ฮั่น สายพันธุ์ G จากพื้นที่สนามมวย และสายพันธุ์ G (B.1.3.16) ในจ.สมุทรสาคร สายพันธุ์อัลฟ่าที่แพร่กระจายในไทยเป็นหลัก ก่อนที่สายพันธุ์เดลตาจะเข้ามาแทนที่เป็นสายพันธุ์หลักในเดือนพ.ค. จากการพบเคสติดเชื้อที่แคมป์คนงาน &amp;nbsp;ดังนั้นสายพันธุ์ที่แพร่กระจายอยู่ในประเทศไทย ได้แก่ สายพันธุ์อัลฟ่า, สายพันธุ์เดลตา และสายพันธุ์เบตา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีการตรวจตัวอย่างประมาณ 1,500 คน พบว่าเป็นสายพันธุ์อัลฟ่า 75 คน &amp;nbsp;สายพันธุ์เดลตา 1,417 คน &amp;nbsp;เบตา 31 คน ในภาพรวมประเทศสายพันธุ์หลักที่แพร่กระจายอยู่ยังคงเป็นเดลตา 93% &amp;nbsp;พบในทุกจังหวัดทั้งประเทศไทย ส่วนเบตายังจำกัดวงอยู่แค่ภาคใต้ในเขตสุขภาพที่ 12 ได้แก่ จ.นราธิวาส 28 คน ปัตตานี 2 คน ยะลา 1 คน ส่วนเคสที่พบการติดเชื้อสายพันธุ์นี้อยู่ในกรุงเทพฯและบึงกาฬ รักษาหายเรียบร้อยแล้ว ไม่มีการติดเชื้อเพิ่ม เมื่อแยกเป็นพื้นที่พบว่าในกรุงเทพฯ สายพันธุ์เดลตาแพร่กระจายเกือบ 98% เปรียบได้กับการติดเชื้อ 100 คน พบ 98 คนที่ติดเชื้อสายพันธุ์เดลตา และสายพันธุ์อัลฟ่าพบประมาณ &amp;nbsp;2.4% ในส่วนของภูมิภาค พบสายพันธุ์เดลตาประมาณ 85% สายพันธุ์เบต้าที่พบในภาคใต้ 5.7% ทั้งนี้องค์การอนามัยโลก(WHO) ยังมีการจัดชั้นของการกลายพันธุ์โควิด19ได้แก่ ชั้น VOI คือการกลายพันธุ์ที่อยู่ในความสนใจ ส่วนอีกชั้น VOC คือการกลายพันธุ์ที่มีความน่าเป็นห่วงและกังวล มีอยู่ 4 สายพันธุ์ ได้แก่ อัลฟ่า เดลตา เพราะมีการแพร่กระจายเร็วมาก ไม่ค่อยดื้อวัคซีน ส่วนเบต้า แกรมมา แม้ว่าจะดื้อวัคซีน แต่การแพร่กระจายเชื้อไม่เร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ศุภกิจกล่าวอีกว่า ในสายพันธุ์ C.1.2 ยังไม่มีการถูกจัดชั้น และยังไม่มีชื่ออย่างเป็นทางการ แต่เป็นที่น่าจับตาดู เฝ้าระวังเนื่องจากนักวิทยาศาสตร์ที่ตรวจตัวอย่างเชื้อพบว่าสายพันธุ์นี้มีการกลายพันธุ์ในตำแหน่งที่เคยอยู่ในเดลตา แกรมมา เช่น E484K &amp;nbsp;ซึ่งเป็นตัวที่ทำให้ไวรัสหลบหลีกภูมิคุ้มกันหรือดื้อวัคซีน &amp;nbsp;หรือ N501Y เป็นตัวทำให้ไวรัสมีการแพร่กระจายเร็ว เป็นต้น โดยมีการตรวจพบสายพันธุ์นี้เป็นครั้งแรกและมากสุดในแอฟริกาใต้จำนวน 117 ตัวอย่าง แต่ไม่ต้องตระหนก เพราะยังไม่พบในประเทศไทย และมีเพียง 3% ที่ตรวจเจอในการระบาดที่แอฟริกาใต้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;ส่วนสายพันธุ์มิว(Mu) ถูกจัดอยู่ในชั้น VOI ซึ่งในความน่าสนใจ เนื่องจากมีการกลายพันธุ์ในตำแหน่ง E484K จากแกรมมา เบต้า ทำให้หลีกภูมิคุ้มกันได้ดีกว่าเดิม &amp;nbsp;N501Y จากอัลฟ่า &amp;nbsp;มีความต่อต้านวัคซีนที่ต่ำอยู่ ยังไม่มีข้อมูลว่าจะแพร่กระจายเชื้อได้เร็วหรือติดเชื้อง่ายหรือไม่ ซึ่งทั่วโลกยังพบน้อยมากเพียง 0.1% ปัจจุบันพบแล้วกว่า 39 ประเทศ พบมากในสหรัฐอเมริกาประมาณ 2,400 ตัวอย่าง เฉลี่ย 37% โคลัมเบีย 965 ตัวอย่าง ซึ่งเป็นประเทศแรกที่รายงานว่าพบสายพันธุ์นี้และพบมากในประเทศถึง 40% ของประชากรโคลัมเบีย โดยมีผู้ติดเชื้อประมาณ 5 ล้านคน เสียชีวิต 1.2 แสนคน จึงต้องเฝ้าระวังติดตาม และในประเทศอื่นๆ ได้แก่ เม็กซิโก สเปน เอกวาดอร์&amp;rdquo; นพ.ศุภกิจ ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ศุภกิจ กล่าวอีกว่า ประเทศไทยมีการเฝ้าระวังสายพันธุ์โควิด19 ที่มีการตรวจตัวอย่างเชื้อสัปดาห์ละ 1,000 คน ที่มีการตรวจเฉพาะด้วย RT-PCR ซึ่งมีการใช้น้ำยาเฉพาะสายพันธุ์ และการตรวจโฮจีโนม โดยสุ่มจากผู้ที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ บุคลากรทางการแพทย์ หรือผู้ที่มีอาการหนักมากขึ้น ในพื้นที่คลัสเตอร์ และกระจายไปส่วนภูมิภาคต่างๆ อาจจะมีการปรับกลุ่มเป้าหมายในการตรวจให้มากกว่าเดิม โดยนับตั้งแต่วันนี้-ธ.ค.64 จะมีการตรวจให้ได้ 10,000 ตัวอย่าง &amp;nbsp;และจะมีการรายงานทุก 2 สัปดาห์ ไปที่ฐานข้อมูลโควิดโลก หรือ GISAID &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ส่วนที่มีการพบเดลตากลายพันธุ์ AY12 ในไทย กำลังมีการพิจารณาในเรื่องของการใส่รหัสสายพันธุ์ให้ถูกต้อง และจะเผยแพร่อีกครั้ง ขอย้ำในเรื่องการฉีดวัคซีนสูตรไขว้ที่ฉีดไปกว่า 2 ล้านโดส เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกัน และยังไม่พบผลข้างเคียง นอกเหนือจากผลข้างเคียงของวัคซีนปกติ และหากหลังฉีดพบการเสียชีวิตจะต้องมีการตรวจพิสูจน์ เพื่อหาสาเหตุที่ชัดเจน &amp;quot;นพ.ศุภกิจกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115805</URL_LINK>
                <HASHTAG>MU และ C.1.2 คือศัตรูที่รอ  อยู่ในแนวรบโควิด-19 ใหม่, กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, นพ.ศุภกิจ  ศิริลักษณ์, สายพันธุ์มิว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210906/image_big_6135dea1af380.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110302</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/07/2021 14:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/07/2021 13:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.ผวาโควิดกลายพันธุ์ใหม่อีก! &#039;เดลตา&#039; ลาม 71 จังหวัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ก.ค. 64 -&amp;nbsp; เมื่อเวลา 11.30 น. นพ.ศุภกิจ​ ศิริ​ลักษณ์​ อธิบดี​กรม​วิทยา​ศาสตร์​การแพทย์ ​แถลง​ข่าวการระบาดสายพันธุ์​โค​วิด​-19​ ว่า ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาโควิด-19 สายพันธุ์​เดลตา (อินเดีย)​ แซงสายพันธุ์อัลฟา (อังกฤษ)​ เป็นที่เรียบร้อย ส่วนสายพันธุ์​เบตา (แอฟริกาใต้)​ ยังอยู่ในพื้นที่ชายแดน​ภาคใต้​เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งถ้าดูแนวโน้มภาพรวมของประเทศที่เราตรวจกว่า 3 พันตัวอย่าง เป็นสายพันธุ์​เดลต้าเกือบ 63% และสายพันธุ์​อัลฟ่า 34%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามสายพันธุ์​เดลตา​ในวันนี้พบ 71 จังหวัด​&amp;nbsp; โดยเพิ่มขึ้นมา 11 จังหวัด​ ซึ่งมีหลายจังหวัด​เดิมที่เป็นศูนย์​อยู่กลับเพิ่มขึ้น เช่นแม่ฮ่องสอน​ 3 ราย กาญจนบุรี​ 1 ราย สมุทรสงคราม​ 4 ราย ฉะเชิงเทรา​ 20 ราย ตราด​ 2 ราย สุรินทร์​ 28 ราย ชุมพร 1 ราย นครศรีธรรมราช​ 2 ราย กระบี่​ 2 ราย พังงา 1 ราย และปัตตานี​ 2 ราย จึงเป็นเหตุ​ว่าทำไมผู้ติดเชื้อจึงเพิ่มขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว เพราะสายพันธุ์​นี้มีคุณสมบัติ​ในการแพร่เชื้อ​ที่ง่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสายพันธุ์​เบตา ยังอยู่ที่บริเวณ​ชายแดน​ใต้​เป็นส่วนใหญ่​ สัปดาห์​ที่ผ่านมาพบเพิ่มในนราธิวาส​ 90 กว่าราย ส่วนจังหวัด​ใกล้เคียงเช่น ปัตตานี​ ยะลา สงขลา​ พัทลุง​ พบเพิ่มขึ้นเช่นกัน และขึ้นไปจ.ชุมพร ซึ่งเป็นรายใหม่ ส่วนที่บึงกาฬ​ สัปดาห์​ที่แล้วพบ 1 ราย เป็นคนงานที่กลับมาจากไต้หวัน​ โดยพบผู้สัมผัส​ใกล้ชิด​ 3 ราย ส่วนกรุงเทพ​มหานคร​ ที่พบผู้ติดเชื้อติดจากญาติที่มาเยี่ยมจากนราธิวาส​&amp;nbsp; สัปดาห์​นี้ยังไม่เจอ ถ้าสัปดาห์หน้า​กรุงเทพ​มหานคร​ยังเป็นศูนย์​อยู่ สายพันธุ์​เบตาก็อาจจะจบได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ศุภกิจ​ กล่าวว่า ถ้าการติดเชื้อมีจำนวนสูงมาก โอกาสที่จะมีการกลายพันธุ์​ก็จะสูงตามไปด้วย​ เมื่อไวรัสเพิ่มจำนวนในเซลล์​ของมนุษย์ ก็อาจจะมีความผิดเพี้ยนเกิดขึ้นกลายเป็นพันธุ์​ใหม่ขึ้นได้ เพราะฉะนั้นถ้าเรายังปล่อยให้มีการติดเชื้อมากเท่าไหร่ โอกาสที่จะมีการกลายพันธุ์​ก็สูงเท่านั้น​ โดยเมื่อ​สัปดาห์​ที่แล้ว​พบ 7 ราย ที่เราพบการติดเชื้อแบบผสมพบ 2 สายพันธุ์​ทั้งอัลฟา และเดลตาในคนเพียงคนเดียว แต่มันยังไม่กลายเป็น​พันธุ์​ใหม่ แต่ถ้าเราปล่อยให้เป็นแบบนี้มากๆ เดียวมันก็จะพบกัน และอาจจะเป็น​พันธุ์​ใหม่ขึ้นมาได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การกลายพันธุ์​บางอย่างเกิดขึ้นตลอดเวลาในโลกใบนี้ ก็ไม่ค่อยมีปัญหา กลายพันธุ์​แล้วไม่มีอิทธิฤทธิ์​มากขึ้นก็แล้วไป แต่ถ้ากลายพันธุ์​แล้ว​มีขีดความสามารถ​มากขึ้นไม่ว่าจะเป็นการติดเชื้อบ่อยขึ้น เร็วขึ้น การทำอันตรายมากขึ้น หรือดื้อวัคซีน​มากขึ้น อันนี้ทางองค์การ​อนามัย​โลก​ (WHO) ก็จะจัดเป็นสายพันธุ์​กลายเป็น​ที่น่ากังวล ทั้งนี้กรม​วิทยา​ศาสตร์​การแพทย์​ ร่วมกับเครือข่ายทั้งหลายได้ทำการเฝ้าระวังเรื่องการกลายพันธุ์อยู่ ถ้าทุกคนช่วยลดการแพร่ระบาด​ของโรคให้ได้เร็ว โอกาสกลายพันธุ์​ก็จะต่ำลง&amp;quot; นพ.ศุภกิจ ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110302</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลายพันธุ์, นพ.ศุภกิจ  ศิริลักษณ์, สธ., เดลตา, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210719/image_big_60f51b9e227cd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108706</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/07/2021 18:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/07/2021 18:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมวิทย์ฯเผย สายพันธุ์เดลตาในกรุงเทพฯ กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ล่าสุดพบ52% ต่างจังหวัด 18% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
5ก.ค.64- นายแพทย์ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ เครือข่ายห้องปฏิบัติการ เฝ้าระวังสายพันธุ์โควิด 19 ในประเทศไทยจากข้อมูลการเฝ้าระวัง ระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน ถึงวันที่ 2 กรกฎาคม 2564 พบว่า ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร พบสายพันธุ์เดลตา (อินเดีย) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยพบ 487 ราย (52%) &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนสายพันธุ์อัลฟา (อังกฤษ) &amp;nbsp;447 ราย (47.8%) และสายพันธุ์เบตา (แอฟริกาใต้) 2 ราย (0.2%) โดยผู้ป่วย &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สายพันธุ์เบตาทั้ง 2 ราย เป็นครอบครัวเดียวกับที่พบรายแรกที่ติดเชื้อจากลูกชายที่เดินทางมาจากจังหวัดนราธิวาส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ส่วนภูมิภาคพบสายพันธุ์อัลฟา 1,011 ราย (77.6%) สายพันธุ์เดลตา 234 ราย (18%) และสายพันธุ์เบตา 57 ราย (4.4%) โดยพบว่าสายพันธุ์เดลตามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกสัปดาห์ ส่วนสายพันธุ์อัลฟา และเบตามีแนวโน้มลดลง ซึ่งสายพันธุ์เบตาส่วนใหญ่ยังพบในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะในจังหวัดนราธิวาสมากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ดังนั้นข้อมูลการเฝ้าระวังทั้งประเทศตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2564 ถึงวันที่ 2 กรกฎาคม 2564 &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สายพันธุ์อัลฟา จำนวน 9,209 ราย (81.98%) สายพันธุ์เดลตา จำนวน 1,838 ราย (16.36%) และสายพันธุ์เบตา จำนวน 186 ราย (1.66%) สัดส่วนสายพันธุ์ที่เฝ้าระวังสะสมทั้งประเทศ พบว่าสายพันธุ์อัลฟายังมากที่สุดในประเทศไทย &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่มีแนวโน้มลดลง ส่วนสายพันธุ์เดลตามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกสัปดาห์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้เพาะเลี้ยงเชื้อไวรัสที่กลายพันธุ์ เพื่อนำมาทดสอบกับซีรั่ม &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;คนที่ได้รับวัคซีนโควิด 19 ว่า สามารถป้องกันหรือลดฤทธิ์ไวรัสกลายพันธุ์ ทั้งสายพันธุ์อัลฟา เดลตา และเบตา &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ได้มากน้อยเพียงใด โดยจะใช้วิธีมาตรฐาน คือ Plaque Reduction Neutralization Test (PRNT) ซึ่งเป็น &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การทดสอบกับไวรัสจริง ภายในห้องปฏิบัติการชีวนิรภัย ระดับ 3 &amp;nbsp;รวมถึงการทดสอบกับซีรั่มของผู้ที่ได้รับวัคซีนต่างชนิดกันอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108706</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิดสายพันธุ์อินเดีย, กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, นพ.ศุภกิจ  ศิริลักษณ์, สายพันธุ์เดลตา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210705/image_big_60e2ebd9a6519.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105061</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/06/2021 16:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/06/2021 16:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมวิทย์ฯ เผยห้องปฏิบัติการไทย พร้อมตรวจภาวะหลอดเลือดอุดตัน หลังฉีดวัคซีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2มิ.ย.64-นายแพทย์ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า จากที่มีข่าวการเกิดหลอดเลือด &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อุดตัน (ภาวะ VITT) หลังการได้รับวัคซีนโควิด-19 ในต่างประเทศเผยแพร่ตามสื่อต่างๆ &amp;nbsp;อาจทำให้ประชาชนรู้สึก &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วิตกกังวลไม่กล้าฉีดวัคซีนนั้น &amp;nbsp;กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ขอให้ข้อมูลในเรื่องนี้ว่า &amp;nbsp;ภาวะ VITT หรือที่มีชื่อเต็มๆ ว่า Vaccine-induced immune thrombotic thrombocytopenia เป็นภาวะเกล็ดเลือดต่ำที่มีอาการหลอดเลือดอุดตันร่วมด้วย &amp;nbsp; เกิดภายหลังได้รับวัคซีน โดยเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับวัคซีนโควิด-19 ชนิด Viral vector vaccine เช่น AstraZeneca และ Johnson &amp;amp; Johnson/Janssen แม้จะเป็นภาวะที่อาจเกิดอาการรุนแรง แต่อุบัติการณ์ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การเกิดภาวะไม่พึงประสงค์จากวัคซีนดังกล่าวคาดการณ์ว่าน่าจะต่ำมาก คือ อยู่ระหว่าง 1:125,000&amp;ndash;1:1,000,000 โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอายุต่ำกว่า 60 ปี และส่วนมากเป็นเพศหญิง ผู้ป่วยจะแสดงอาการหลังได้รับวัคซีนประมาณ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;4-30 วัน &amp;nbsp;โดยจะมีอาการบ่งชี้ว่าอาจมีหลอดเลือดอุดตัน เช่น ปวดศีรษะรุนแรง ปวดท้องไม่ทราบสาเหตุหรือปวดหลังรุนแรง ขาบวม เหนื่อยหอบ แน่นหน้าอก เป็นต้น โดยจะพบร่วมกับภาวะเกล็ดเลือดต่ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแพทย์ศุภกิจ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากผู้ได้รับวัคซีนคนใดมีอาการบ่งชี้ว่าอาจมีหลอดเลือดอุดตัน &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังได้รับวัคซีนภายใน 30 วัน ให้รีบปรึกษาแพทย์ทันที และหากแพทย์ตรวจพบว่ามีภาวะเกล็ดเลือดต่ำ ร่วมกับค่า &amp;nbsp;D-dimer ที่ผิดปกติในผู้ป่วยหลอดเลือดอุดตันจะพิจารณาให้การรักษาผู้ป่วยอย่างรวดเร็ว ซึ่งปัจจุบันมีห้องปฏิบัติการของโรงพยาบาลของรัฐ และเอกชนอย่างน้อย 79 แห่ง ทั่วประเทศที่มีความพร้อมในการตรวจวินิจฉัย โดยแพทย์ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จะส่งตัวอย่างเลือดเพื่อยืนยันอีกครั้งด้วยวิธีที่เรียกว่า Anti PF4/heparin antibody และ Platelet activation assay ตามแนวทางของสมาคมโลหิตวิทยาแห่งประเทศไทย ทั้งหมดนี้อยู่ในชุดสิทธิประโยชน์ในระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ ดังนั้นจึงขอให้ประชาชนไม่ต้องกังวลและเชิญชวนให้ทุกคนไปรับการฉีดวัคซีนตามที่ได้นัดหมายไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105061</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ฉีดวัคซีน, กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, นพ.ศุภกิจ  ศิริลักษณ์, หลอดเลือดดำอุดตัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210602/image_big_60b7523beba92.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103728</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/05/2021 19:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/05/2021 19:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สายพันธุ์อินเดียพุ่ง 36 ราย จากแคมป์คนงาน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 พ.ค. 64 - นพ.ศุภกิจ &amp;nbsp;ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า จากการเฝ้าระวังการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัส Covid-19 #กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ตรวจรหัสพันธุกรรมจากตัวอย่างที่ส่งมาจากแคมป์คนงานก่อสร้าง และบริเวณใกล้เคียง จำนวน 80 ตัวอย่าง พบว่าเป็นสายพันธุ์อินเดีย (B.1.617.2) จำนวน 36 ราย เป็นคนไทย 21 ราย คนงานชาวพม่า 10 ราย และกัมพูชา 5 ราย ที่เหลือเป็นสายพันธุ์อังกฤษ (B.1.1.7) และยังมีตัวอย่างจากการค้นหาเชิงรุก จากพื้นที่อื่นใน กทม.อีก 2 แห่ง แต่พบเป็นสายพันธุ์อังกฤษทั้งหมด ซึ่งขณะนี้ในประเทศไทย เชื้อที่พบจะเป็นสายพันธุ์อังกฤษ 87% เพิ่งตรวจพบสายพันธุ์อินเดีย และจะได้ขยายการนำตัวอย่างจากคลัสเตอร์อื่นๆ มาตรวจรหัสพันธุกรรม เพื่อดูการกระจายตัวต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103728</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.ศุภกิจ  ศิริลักษณ์, อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, โควิดสายพันธุ์อินเดีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210120/image_big_600808bd53409.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
